It's Only Rock'n'Roll, But I Like It.

This WordPress.com site is the cat’s pajamas


Leave a comment

[ข่าวสั้น] อีกระลอก ! พี่เลียมยันเตรียมอัดป๋าผ่านเพลง !

BE Tracklisting

 

ห่างหายจากหน้าหนังสือพิมพ์ไปพักใหญ่…

ล่าสุดร็อคสตาร์รุ่นใหญ่อย่าง Liam Gallagher ฟรอนท์แมนวง Beady Eye เผยเตรียมขุดเรื่องราวระหว่างเขากับ Noel Gallagher พี่ชายผ่านเพลงชื่อ ‘Don’t Brother Me’

“BE” สตูดิโออัลบั้มที่ ๒ ของวงเตรียมจะวางแผงในวันที่ ๑๐ มิถุนายนนี้ โดยในบรรดาเพลงในแผ่นจะประกอบด้วย ‘Don’t Brother Me’ ที่อดีตนักร้องนำ Oasis ยืนยันกับนิตยสาร Shortlist ว่าเพลงนี้เกี่ยวกับพี่ชายของเขา และไม่ห่วงว่ามันจะก่อดราม่าระหว่างความสัมพันธ์ของทั้งคู่อีกรอบ

โดย Liam กล่าวว่า “คืองี้นะ ถ้าผมตั้งชื่อว่า ‘Don’t Sister Me’ แม่งจะดูตลกไปป้ะถามจริง ? อีกอย่างคือผมไม่มีน้องสาวไง ยังไงซะคนแม่งต้องพูดถึงเพลงนี้กันอยู่ละ ก็ยอมรับมันซะเลยสิว่ามันเกี่ยวกับ Noel” พร้อมเสริมอีกคำรบ “เพลงมันก็คือเพลงแหละ ผมว่าเขียนเพลงด่ากันมันดีกว่าออกมาพูดเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมาอีกนะ อันที่จริงผมจะตั้งชื่ออื่นก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ เพลงนี้เกี่ยวกับมัน(Noel) แล้วมันก็โคตรเจ๋งเลยนะ ผมชอบเพลงนี้ว่ะ และผมจะไม่เปลี่ยนชื่อมันแค่เพราะมันทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้นหรอก”

ผู้สัมภาษณ์ถามต่อมาเกี่ยวกับเนื้อหาของเพลง “มันค่อนข้างขัดแย้งกันเองนะ คือแม่งเต็มไปด้วยความรัก… และไอ้เรื่องตลกเก่า ๆ น่ะ” เลียมกล่าวพร้อมเสริมอีกว่า “คือไม่ได้อาฆาตมาดร้ายอะไรนะ มันไม่ใช่นิสัยผมว่ะ จริง ๆ อยากเขียนเพลงแนวไม่เผาผีเหมือนกันนะ แต่ทำไม่ได้จริงจริงว่ะ”

จากนั้น Liam เปลี่ยนโหมดมาเล่าความหลังครั้งสุดท้ายที่เจอ Noel ในพิธีปิด Olympics ให้เราฟังว่า “ก็ไม่ได้เดือดอะไรนะ แค่ซัดแชมเปญไป ๔ ขวด ตอนนั้นผมว่าผมอารมณ์ดีเลยนะ นึกออกป่ะ ? เลยหันไปคุยกะไอ้ Noel ว่า

LG : เห้ย’เป็นไงมั่งวะไอ้เหี้ย ?’
NG : เออ ก็เรื่อยเรื่อยว่ะ
LG : กูเจอเพื่อนซี้มึงอะ แม่งเดินมาทักทาย
NG : ใครวะ ?
LG : พวก Take That ว่ะ
NG : ถุ๊ย !

ก็เท่านี้แหละ หลังจากนั้นผมก็กลับไปแดกเหล้าต่อ”

ขอบคุณ NME.com สำหรับข่าวครับ ส่วนใครอยากอ่านต้นฉบับก็ตาม link นี้ไปเลย http://www.nme.com/news/beady-eye/69678?utm_source=twitter&utm_medium=social&utm_campaign=news5 สุดท้ายนี้ขอฝากมิตรรักแฟนเพลงว่าอย่าลืมติดตามผลงานล่าสุดพี่ Liam นะครับ จบข่าว;)


Leave a comment

พี่มากพระโขนง : ตีความใหม่ภายใต้ความเก่า

พี่มาก

“แม่นาคพระโขนง” ถูกผลิตซ้ำผ่านหลากสื่อ หลายกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์, ละครเวที หรือแม้กระทั่งละครวิทยุก็ยังหนีไม่พ้น เชื่อหรือไม่ว่าครั้งแรกที่ถูกผลิตและนำมาฉายเป็นภาพยนตร์ขึ้นคือปี พ.ศ. ๒๔๙๕ !

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงผู้คนไว้กับอ้ายอีแห่งทุ่งพระโขนง คือ ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความรักที่เป็นอมตะของคนทั้งสอง

และเช่นกัน วันนี้ผมไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาครับ

สิ่งแรกที่สะดุดตาเกี่ยวกับแม่นาคภาคล่าสุดคือชื่อของมัน เพราะโดยปกติเรามักคุ้นชินกับคำว่า “แม่นาคพระโขนง” แต่คราวนี้บนโปสเตอร์พิมพ์โฆษณาไว้ว่า “พี่มากพระโขนง” ซึ่งแค่ชื่อก็ดูแปลกและกวน(ส้น)ตีนดีแล้ว และไม่ต้องพูดถึงดาราระดับแม่เหล็กอย่างมาริโอ เมาเร่อร์ หรือแก๊งค์หนังแสดงจากทั้ง ๔ และ ๕ แพร่ง

ผมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทุบทั้งสถิติของค่าย GTH เอง หรือทุบสถิติของวงการภาพยนตร์ไทย !

ด้วยโครงเรื่องที่ถูกผลิตซ้ำมากว่า ๑๐ รอบในรอบ ๕๐ ปี การที่ทีมเขียนบทของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าง นนตรา คุ้มวงษ์, ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และผู้กำกับบรรจง ปิสัญธนะกุล เลือกที่จะตีความเรื่องราวทั้งหมดในมุมมองใหม่ที่ไม่ใส่ใจในความสมจริงของตัวละคร, ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ หรือโครงเรื่องแบบที่มันควรจะเป็นเลยย่อมเป็นการทดลองที่ทั้งน่าสนใจและแปลกใหม่ ฉีกกฎเดิมเดิมของภาพยนตร์สยองขวัญ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งฉากที่เป็น ‘ตำนาน’ ของแม่นาคพระโขนงอย่างฉากเก็บลูกมะนาว, ฉากในโบสถ์, ฉากมองลอดหว่างขาและวลี ‘พี่มากขา’ ไปเสียทีเดียว อาจจะแซวได้ว่า ‘เก็บทุกเม็ด’ เลยด้วยซ้ำ !

ในทางตรงกันข้าม จากการตีความเรื่องราวทั้งหมดใหม่ทำให้พี่มากพระโขนงกลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญปนตลกที่ดำเนินเรื่องเร็วขึ้น(แต่ก็ไม่วายสอดแทรกความเป็น ‘โคตรไทย’ อย่างฉากรำลึกความหลังด้วยสีซีเปีย) สร้างผีให้มีความเป็นคนมากขึ้น และมีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้นด้วย

สิ่งที่ทั้งตัวผู้กำกับ, คนเขียนบทและนักแสดงในเรื่องนี้ทำได้เยี่ยมมากคือจังหวะการใส่มุขตลกลงในภาพยนตร์ พี่มากพระโขนงกลายเป็นภาพยนตร์(ที่อาจถูกจัดว่าเป็นภาพยนตร์ตลกเบาสมอง)เพียงไม่กี่เรื่องที่ผมรู้สึกว่ามีความ ‘ตลกแดก’ อย่าง ‘พอเพียง’ ในความหมายที่ว่าไม่ได้มีความพยายามที่จะทำให้ตัวมันตลกจนเกินไป(อย่างบางเรื่อง) และก็ไม่ได้แห้งแล้งอารมณ์ขันจนถึงขันลุ้นเกร็งไปกับผีอีนาคอย่างที่เราได้ชมในหลายภาคก่อนหน้านี้

สุดท้ายสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องพี่มาก…พระโขนง คือ ฉากจบ

แรกเริ่มเดิมทีผมคาดเดาตอนจบว่าก็คงไม่ต่างอะไรจากภาคก่อนก่อนที่อีนาคโดนพรากไปสะกดวิญญาณไว้ในไหโดยสมเด็จพุทธาจารย์ แต่ผิดถนัด ! เรื่องราวทั้งหมดถูกขมวด(และหักมุม)ปมไปในแบบที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อ ซึ่งจะเป็นอย่างไรคงต้องไปติดตามดูกันเอง แต่ที่สามารถบอกได้คือผมชอบและชื่นชมการตีความคำว่า ‘รัก’ แบบในหนังมาก เพราะสุดท้ายแล้วมันเกิดคำถามที่ว่า

“ความรักมันมีไม่มีพื้นที่สำหรับความแตกต่างจริงหรือ ?”

เอาเป็นอย่างนี้ครับ สมมติว่าถ้าชอบแม่นาคพระโขนงแบบ ‘คลาสสิค’ คือมีความละเอียดอ่อนทั้งการผลิต, บทสนทนาและความสมจริงของเหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์ ภาคที่คุณควรดูและดื่มด่ำไปกับมันน่าจะเป็น “แม่นาคพระโขนง” ของนนทรี นิมิบุตร

แต่ถ้าอยากได้แม่นาคแบบดูแล้วสนุก ขำไปกับมุขมาตลอดเรื่องแล้วมาโดนดูดสู่ห้วงความเศร้า(แต่สวยงาม)ในตอนท้าย ขออนุญาตชวนมาดู ‘พี่มาก…พระโขนง’ ภาคนี้กันครับ !

Pi Mark